ตรวจสภาพแวดล้อมประจำปี

SAFE SIRI ข้อมูล ที่มา

https://www.safesiri.com/working-environment-measurement/

การตรวจวัดสภาพแวดล้อมในการทำงาน การตรวจวัดสิ่งแวดล้อมประจำปี คืออะไร


ในโรงงานอุตสาหกรรมจำเป็นหรือไม่ที่ต้องตรวจสภาพแวดล้อมในการทำงาน การตรวจวัดสิ่งแวดล้อมในโรงงาน คืออะไร


เนื่องจาก พรบ.ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 ได้กำหนดไว้ใน หมวด 1 มาตรา 6 ให้นายจ้างมีหน้าที่จัดและดูแลสถานประกอบการและลูกจ้างให้มีสภาพการทำงานและสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ปลอดภัยและถูกสุขลักษณะ รวมทั้งส่งเสริมสนับสนุนการปฏิบัติงานของลูกจ้างมิให้ลูกจ้างได้รับอันตรายต่อชีวิต จิตใจ และสุขภาพอนามัย


ซึ่งสภาพแวดล้อมในการทำงานในที่นี้หมายถึง ความร้อน แสงสว่าง เสียง และ สารเคมีอันตราย ในพื้นที่การปฏิบัติงานซึ่งสภาพแวดล้อมในการทำงานในที่นี้หมายถึง ความร้อน แสงสว่าง เสียง และ สารเคมีอันตราย ในพื้นที่การปฏิบัติงาน

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสภาพแวดล้อมในการทำงาน จำนวน 5 ฉบับ ได้แก่


  1. กฎกระทรวง กำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับความร้อน แสงสว่าง และเสียง พ.ศ. 2559
  2. ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการตรวจวัด และการวิเคราะห์สภาวะการทำงานเกี่ยวกับระดับความร้อน แสงสว่าง หรือเสียง รวมทั้งระยะเวลาและและประเภทกิจการที่ต้องดำเนินการ
  3. ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่องมาตรฐานความเข้มแสงสว่าง
  4. ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง มาตรฐานระดับเสียงที่ยอมให้ลูกจ้างได้รับเฉลี่ยตลอดระยะเวลาการทำงานในแต่ละวัน
  5. ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง กำหนดแบบรายงานผลการตรวจวัดและวิเคราะห์สภาวะการทำงานเกี่ยวกับความร้อน แสงสว่าง และเสียงภายในสภานประกอบกิจการ


ซึ่งหมวด 1 ความร้อน ของ กฎกระทรวง กำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับความร้อน แสงสว่าง และเสียง พ.ศ. 2559



ข้อ 2 ได้กำหนดให้นายจ้างควบคุมและรักษาระดับความร้อนภายในสถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้างทำงานอยู่ ไม่ให้เกินมาตรฐาน โดยได้แบ่งตามลักษณะงาน เป็นงานเบา งานปานกลาง และงานหนัก ซึ่งระดับความร้อนก็มีค่าที่แตกต่างกันออกไป

  1. งานเบา ระดับความร้อนไม่เกินค่าเฉลี่ยอุณหภูมิเวตบัลบ์โกลบ 34 องศาเซลเซียส
  2. งานปานกลาง ระดับความร้อนไม่เกินค่าเฉลี่ยอุณหภูมิเวตบัลบ์โกลบ 32 องศาเซลเซียส
  3. งานหนัก ระดับความร้อนไม่เกินค่าเฉลี่ยอุณหภูมิเวตบัลบ์โกลบ 30 องศาเซลเซียส

เครดิตภาพ: procaresafety.nl

อุณหภูมิเวตบัลบ์โกลบ (Wet Bulb Globe Temperature : WBGT) เป็นดัชนีวัดระดับความร้อน



(มีหน่วยวัดเป็นองศาเซลเซียส หรือองศาฟาเรนไฮท์) ซึ่งได้นำปัจจัยที่มีผลกระทบต่อความร้อนที่สะสมในร่างกายมาพิจารณา ได้แก่ ความร้อนที่เกิดขึ้นภายในร่างกายขณะทำงาน และความร้อนจากสิ่งแวดล้อมการทำงาน ซึ่งความร้อนจากสิ่งแวดล้อมจะถูกถ่ายเทมายังร่างกายได้ 3 วิธี คือ 1.การนำความร้อน 2.การพาความร้อน และ 3.การแผ่รังสีความร้อน


“งานเบา” หมายความว่า ลักษณะงานที่ใช้แรงน้อยหรือใช้กำลังงานที่ทำให้เกิดการเผาผลาญอาหารในร่างกายไม่เกิน 200 กิโลแคลอรีต่อชั่วโมง เช่น งานเขียนหนังสือ งานพิมพ์ดีด เป็นต้น


“งานปานกลาง” หมายความว่า ลักษณะงานที่ใช้แรงปานกลาง หรือใช้กำลังงานที่ทำให้เกิดการเผาผลาญอาหารในร่างกายเกิน 200 กิโลแคลอรีต่อชั่วโมง ถึง 350 กิโลแคลอรีต่อชั่วโมง เช่น งานยก ลาก ดัน หรือเคลื่อนย้ายสิ่งของด้วยแรงปานกลาง เป็นต้น


“งานหนัก” หมายความว่า ลักษณะงานที่ใช้แรงมากหรือใช้กำลังงานที่ทำให้เกิดการเผาผลาญอาหารในร่างกายเกิน 350 กิโลแคลอรีต่อชั่วโมง เช่น งานเลื่อยไม้ งานเจาะไม้เนื้อแข็ง งานเคลื่อนย้ายของหนักขึ้นที่สูงหรือที่ลาดชัน เป็นต้น


ก่อนที่เราจะกำหนดลักษณะงาน ว่างานที่ทำในแต่ละกระบวนการ เป็นงานเบา งานปานกลาง หรืองานหนัก ก็ต้องมาจากการคำนวณภาระงาน ซึ่งรายละเอียดในการคำนวณภาระงานนั้น สามารถดูได้จาก “แนวทางการตรวจวัดและประเมินสภาพแวดล้อมในการทำงานและการดำเนินการ ตามพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554” ซึ่งได้ยกตัวอย่างการคำนวณเอาไว้ให้ได้ศึกษา


และยังได้กำหนด ข้อ 3 ในกรณีที่ภายในสถานประกอบกิจการมีแหล่งความร้อนที่อาจเป็นอันตราย ให้นายจ้างติดป้ายหรือประกาศเตือนอันตรายในบริเวณดังกล่าว โดยให้ลูกจ้างสามารถมองเห็นได้ชัดเจน


และในกรณีระดับความร้อนเกินมาตรฐานให้นายจ้างดำเนินการปรับปรุงหรือแก้ไขสภาวะการทำงานทางด้านวิศวกรรมถ้าไม่สามารถดำเนินการได้ให้นายจ้างจัดให้มีมาตรการควบคุมหรือลดภาระงานและต้องให้ลูกจ้างสวมใส่ PPE ตามที่กำหนดไว้ตลอดเวลาที่ทำงาน


หมวด 2 แสงสว่าง ข้อ 4 นายจ้างต้องจัดให้สถานประกอบกิจการมีความเข้มของแสงสว่างไม่ต่ำกว่ามาตรฐานกำหนด ซึ่งมาตรฐานแสงสว่าง สามารถดูได้จาก “ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่องมาตรฐานความเข้มแสงสว่าง”

ข้อ 5 นายจ้างต้องใช้หรือจัดให้มีฉาก แผ่นฟิล์มกรองแสง หรือมาตรการอื่นที่เหมาะสมและเพียงพอ เพื่อป้องกันไม่ให้แสงตรงหรือแสงสะท้อนจากแหล่งกำเนิดแสงหรือดวงอาทิตย์ที่มีแสงจ้าส่องเข้านัยน์ตาลูกจ้างโดยตรงในขณะทำงาน ในกรณีไม่อาจป้องกันได้ ต้องจัดให้ลูกจ้างสวมใส่ PPE


ข้อ 6 ในกรณีที่ลูกจ้างต้องทำงานในสถานที่มืด ทึบ และคับแคบ เช่น ในถ้ำ อุโมงค์ ต้องจัดให้มีอุปกรณ์ส่องสว่างที่เหมาะสม อาจเป็นชนิดที่ติดอยู่ในพื้นที่ทำงานหรือติดตัวบุคคลได้ หากไม่สามารถทำได้ ต้องให้ลูกจ้างสวม PPE ตลอดเวลาที่ทำงาน


ซึ่งวิธีการตรวจวัดแสงสว่างในแต่ละลักษณะงาน และพื้นที่การทำงานนั้น ก็แตกต่างกันออกไป โดยสามารถดูวิธีการตรวจวัดแสงสว่างได้จาก “แนวทางการตรวจวัดและประเมินสภาพแวดล้อมในการทำงานและการดำเนินการ ตามพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554” ซึ่งได้กำหนดวิธีการตรวจวัดแสงสว่างไว้อย่างละเอียด


ซึ่งจากการทำงานที่ผ่านมา ค่าแสงสว่างมักจะไม่ผ่านตามมาตรฐานที่กำหนด ซึ่งจุดที่ไม่ผ่านตามมาตรฐานกำหนด ต้องดำเนินการแก้ไข เช่น เปลี่ยนหลอดไฟ เพิ่มโคมไฟ หรือเปลี่ยนพื้นที่การทำงานใหม่ เป็นต้น


หมวด 3 เสียง ข้อ 7 นายจ้างต้องควบคุมระดับเสียงมิให้ลูกจ้างได้รับสัมผัสเสียงในบริเวณสถานประกอบกิจการที่มีระดับเสียงสูงสุด ของเสียงกระทบหรือเสียงกระแทก เกิน 140 เดซิเบลเอ หรือได้รับสัมผัสเสียงที่มีระดับเสียงดังต่อเนื่องแบบคงที่ เกินกว่า 115 เดซิเบลเอ


ข้อ 8 นายจ้างต้องควบคุมระดับเสียงที่ลูกจ้างได้รับเฉลี่ยตลอดเวลาการทำงานในแต่ละวัน (Time Weighted Average TWA) มิให้เกินมาตรฐานกำหนด


มาตรฐานกำหนด สามารถดูได้จาก “ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง มาตรฐานระดับเสียงที่ยอมให้ลูกจ้างได้รับเฉลี่ยตลอดระยะเวลาการทำงานในแต่ละวัน”


ข้อ 9 ภายในสถานประกอบกิจการที่สภาวะการทำงานมีระดับเสียงเกินมาตรฐานกำหนด ในข้อ 7 และ 8 นายจ้างต้องให้ลูกจ้างหยุดทำงานจนกว่าจะได้รับการปรับปรุงหรือแก้ไขให้ระดับเสียงเป็นไปตามมาตรฐานกำหนด และให้นายจ้างดำเนินการปรับปรุงหรือแก้ไขทางด้านวิศวกรรม โดยการควบคุมที่ต้นกำเนิดของเสียงหรือทางผ่านของเสียง และจัดให้มีการปิดประกาศและเอกสารหรือหลักฐานในการดำเนินการปรับปรุงหรือแก้ไขดังกล่าวไว้ เพื่อให้พนักงานตรวจความปลอดภัยสามารถตรวจสอบได้


ในกรณีไม่สามารถดำเนินการได้ นายจ้างต้องให้ลูกจ้างสวมใส่ PPE ตามที่กำหนด ตลอดเวลาที่ทำงาน


ข้อ 10 ในบริเวณที่มีระดับเสียงเกินมาตรฐานในข้อ 7 หรือ 8 นายจ้างต้องจัดให้มีเครื่องหมายเตือนให้ใช้อุปกรณ์ความปลอดภัยส่วนบุคคลติดไว้ให้ลูกจ้างเห็นได้ชัดเจน


ข้อ 11 ในกรณีที่สภาวะการทำงานในสถานประกอบกิจการมีระดับเสียงที่ลูกจ้างได้รับเฉลี่ยตลอดระยะเวลาการทำงาน 8 ชั่วโมง ตั้งแต่ 85 เดซิเบลเอขึ้นไป ให้นายจ้างจัดให้มีมาตรการอนุรักษ์การได้ยินในสถานประกอบกิจการ โดยสามารถดูได้จาก “ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการจัดทำมาตรการอนุรักษ์การได้ยินในสถานประกอบกิจการ”



นอกจากรายละเอียดการตรวจวัด ข้างต้นแล้ว “ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์

วิธีการตรวจวัด และการวิเคราะห์สภาวะการทำงานเกี่ยวกับระดับความร้อน แสงสว่าง หรือเสียง รวมทั้งระยะเวลาและประเภทกิจการที่ต้องดำเนินการ” ได้กำหนดให้นายจ้างตรวจวัดและวิเคระห์สภาวะการทำงาน เกี่ยวกับระดับความร้อน แสงสว่าง หรือเสียง ภายในสถานประกอบกิจการในสภาวะที่เป็นจริงของสภาพการทำงาน ดังตารางต่อไปนี้


รายการตรวจวัดความถี่ในการตรวจวัด


  • ความร้อน 1 ครั้ง/ปี (ระยะเวลาที่ลูกจ้างอาจได้รับอันตรายจากความร้อนสูงสุด)


  • แสงสว่าง 1 ครั้ง/ปี


  • เสียง 1 ครั้ง/ปี


  • สารเคมี 2 ครั้ง/ปี


และกรณีที่มีการปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักร อุปกรณ์ กระบวนการผลิต วิธีการทำงาน หรือ

ดำเนินการใดๆ ที่อาจส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงระดับความร้อน แสงสว่าง หรือเสียง ให้นายจ้างดำเนินการตรวจวัดและวิเคราะห์ สภาวะการทำงานบริเวณพื้นที่หรือบุคคลที่อาจได้รับผลกระทบ ภายใน 90 วัน นับจากวันที่มีการปรับปรุง หรือเปลี่ยนแปลง


จากข้อกำหนดของกฎหมายเรื่องการตรวจวัดสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับระดับความร้อนแสงสว่างหรือเสียงในสถานประกอบกิจการนั้นมีข้อกำหนดไว้มากมายหากอยากศึกษาอย่างละเอียดสามารถดูได้จากกฎหมายที่กล่าวไว้แล้วในข้างต้น


และในการตรวจวัดสภาพแวดล้อมในการทำงานนั้นปัจจุบันมีหน่วยงานภายนอกที่รับดำเนินการมากมายแต่การที่จะเลือกให้มาดำเนินการนั้นต้องตรวจสอบการขึ้นทะเบียนด้วยว่าถูกต้องหรือไม่เครื่องมือที่ใช้ในการตรวจวัดได้รับการสอบเทียบถูกต้องตามมาตรฐานกำหนดและการจัดทำรายงานในการตรวจวัดรวมถึงการเซ็นต์รับรองรายงานนั้นด้วยโดยสามารถตรวจสอบคุณสมบัติผู้ตรวจวัดได้จาก “หมวด 5 คุณสมบัติผู้ตรวจวัดและวิเคราะห์สภาวะการทำงาน” ของประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการตรวจวัด และการวิเคราะห์สภาวะการทำงานเกี่ยวกับ ระดับความร้อน แสงสว่าง หรือเสียง รวมทั้งระยะเวลาและประเภทกิจการที่ต้องดำเนินการ


หลังจากที่ดำเนินการตรวจวัดและวิเคระห์สภาวะการทำงานเกี่ยวกับระดับความร้อนแสงสว่างและเสียงนายจ้างต้องจัดทำรายงานผลการตรวจวัดและวิเคราะห์สภาวะการทำงานเกี่ยวกับความร้อนแสงสว่างและเสียงตามที่กำหนดไว้ใน“ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง กำหนดแบบรายงานผลการตรวจวัดและวิเคราะห์สภาวะการทำงานเกี่ยวกับความร้อน แสงสว่าง และเสียงภายในสภานประกอบกิจการ” โดยรายงานดังกล่าว ต้องส่งสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน พื้นที่นั้นๆ ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่เสร็จสิ้นการตรวจวัด และเก็บรายงานผลการตรวจวัดและวิเคราะห์สภาวะการทำงาน ไว้ ณ สถานประกอบกิจการ เพื่อให้พนักงานตรวจความปลอดภัยสามารถตรวจสอบได้



ส่วนใหญ่การตรวจวัดสภาพแวดล้อมในสถานที่ทำงานนั้น จป วิชาชีพ จะเป็นผู้คอบดูแลโดยอาจจะประสานงานกับทาง จป หัวหน้างานที่ทำการชึ้นทะเบียนหรือผ่านการฝึกอบรม จป หัวหน้างานมาแล้วตามกฎหมายเพื่อช่วยกันสรุปรายการที่จะนำมาตรวจวัดสภาพแวดล้อมก็ทำได้เช่นกัน



ขั้นตอนการตรวจวัดสภาพแวดล้อมในโรงงานมีอะไรบ้าง


การตรวจวัดสภาพแวดล้อมในที่ทำงานนั้นมีขั้นตอนดังนี้


1.สำรวจสภาพแวดล้อมในการทำงานแต่ละพื้นที่ที่มีกิจกรรมการทำงานและปัจจัยเสี่ยง เช่น แสง เสียง ความร้อน สารเคมีอันตราย (Walk Though Survey)


  • สภาพแวดล้อมทางเคมี
  • สภาพแวดล้อมทางกายภาพ
  • สภาพแวดล้อมทางชีวภาพ
  • สภาพแวดล้อมทางการยศาสตร์ (Ergonomics)


กำหนดพื้นที่การทำงาน สภาพแวดล้อมในการทำงานและพารามิเตอร์แต่ละประเภท จำนวนตัวอย่าแบบงพื้นที่ (Area Simple) และตัวอย่างที่ตัวบุคคล (Personal Simple) ที่จะดำเนินการตรวจวัดและประเมินผลเปรียบเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดตามกฎหมาย, มาตรฐานของสถาบันหรือองค์กรที่เกี่ยวข้อง เช่น OSHA, NIOSH, ACGIH


2. การตรวจวัดและประเมินสภาพแวดล้อมในการทำงาน (Working Environmental)

ดำเนินงานตามหลักวิชาการด้านสุขศาสตร์อุตสาหกรรม โดยการสำรวจสภาพแวดล้อมในการทำงานเบื้องต้นเพื่อค้นหาสิ่งที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ กำหนดให้มีการตรวจวัด, วิเคราะห์และประเมินผลเปรียบเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานตามกฎหมายหรือมาตรฐานตามข้อแนะนำของสถาบันหรือองค์กรที่เป็นที่ยอมรับ จัดทำรายงานให้ข้อคิดเห็นและเสนอแนะเพื่อการควบคุมป้องกันต่อไป

ความร้อน (Heat Stress) ระดับความร้อน WBGT



  • ตรวจวัดด้วยเครื่องมือและอุปกรณ์ที่มีคุณลักษณะตามมาตรฐาน ISO 7243 หรือเทียบเท่า เช่น DIM EN 27243


  • ตรวจวัดระดับความร้อน WBGT เฉลี่ยปริมาณที่ผู้ปฏิบัติงานทำงานแห่งเดียวหรือหลายบริเวณที่มีสภาพแวดล้อมต่างกัน โดยทำการตรวจช่วงระยะเวลา 2 ชั่วโมงที่ร้อนที่สุด


  • ประเมินภาระงานในช่วง 2 ชั่วโมงที่ร้อนที่สุด เป็นงานเบา, งานปานกลาง หรืองานหนัก ตามแนวทางของ OSHA Technical Manual หรือเทียบเท่า เช่น ISO 8996


  • ประเมินผลการตรวจวัดโดยเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยระดับความร้อน และลักษณะความหนัก-เบาของงานกับเกณฑ์มาตรฐานที่กฎหมายกำหนด, มาตรฐานของสถาบันหรือองค์กรที่เกี่ยวข้อง

แสงสว่าง (Light)



  • ตรวจวัดค่าเฉลี่ยความเข้มของแสงสว่างบริเวณพื้นที่ทั่วไปและบริเวณการผลิตภายในสถานประกอบกิจการ ทุก ๆ 2×2 ตารางเมตร


  • ตรวจวัดความเข้มของแสงสว่างบริเวณที่ผู้ปฏิบัติงานต้องทำงานโดยใช้สายตามองเฉพาะจุด หรือใช้สายตาอยู่กับที่ในการทำงาน


  • การตรวจวัดความเข้มของแสงสว่างในสถานประกอบกิจการ ใช้เครื่องวัดแสง (Light Meter) มีคุณลักษณะสอดคล้องกับมาตรฐาน CIE 1931 (International Commission on Illumination) หรือ ISO/CIE 10527 หรือเทียบเท่า เช่น JIS


  • เปรียบเทียบผลการตรวจวัดกับเกณฑ์มาตรฐานที่กฎหมายกำหนด, มาตรฐานของสถาบันหรือองค์กรที่เกี่ยวข้อง

เสียง (Noise)


  • ตรวจวัดเพื่อประเมินระดับเสียงที่อาจมีผลกระทบต่อระบบการได้ยินของผู้ปฏิบัติงาน และเพื่อให้ทราบประเภทและลักษณะของเสียงใช้ประโยชน์ในการควบคุมป้องกันเสียง เครื่องตรวจวัดระดับเสียงมีคุณลักษณะสอดคล้องกับมาตรฐาน IEC 651 Type 2 หรือเทียบเท่า เช่น ANSI S1.4, BS EN 60651, AS/NZS 1259.1 เป็นต้น หรือดีกว่า เช่น IEC 60804, IEC 61672, BS EN 60804, AS/NZS 1259.2 เป็นต้น


  • ระดับเสียงแบบพื้นที่ (Leq 5 นาที) ตรวจวัดเฉพาะเสียงดังต่อเนื่อง (Continuous Noise) แบบคงที่ (Steady-state Noise) เป็นลักษณะเสียงดังต่อเนื่อง มีระดับเสียงเปลี่ยนแปลงไม่เกิน3 dB(A)


  • ระดับเสียงเฉลี่ยตลอดระยะเวลาการทำงาน (TWA: Time WeightedAverage) ตรวจวัดระดับเสียงประเภทเสียงดังต่อเนื่องแบบไม่คงที่ (Non-steady Stat Noise) เป็นลักษณะเสียงดังต่อเนื่อง ที่มีระดับเสียงเปลี่ยนแปลงเกินกว่า 10 dB(A) และเสียงดังเป็นช่วง ๆ (Intermittent Noise)


  • ปริมาณเสียงสะสมที่ตัวบุคคล (Noise Dose) เพื่อประเมินเป็นระดับเสียงที่สัมผัสเฉลี่ยตลอดระยะเวลาการทำงาน (TWA: Time Weighted Average) เครื่องวัดปริมาณเสียงสะสม (Noise Dosimeter) มีคุณลักษณะสอดคล้องกับมาตรฐานIEC 61252 หรือเทียบเท่า เช่น ANSI S1.25 หรือดีกว่า


  • เสียงกระทบหรือเสียงกระแทก (Impulse or Impact Noise) เพื่อประเมิน การสัมผัสกับระดับเสียงกระทบหรือกระแทกที่เกิดขึ้นในระยะเวลาสั้นและอันตรายจะเกิดขึ้นกับระบบการได้ยิน ขึ้นกับระดับเสียงและจำนวนครั้งที่สัมผัส ตรวจวัดด้วยเครื่องวัดเสียงกระทบหรือกระแทก (Impulse or Impact Noise Meter) มีคุณลักษณะสอดคล้องกับมาตรฐาน IEC 61672 หรือ IEC 60804 หรือเทียบเท่า เช่น ANSI S1.43 หรือดีกว่า


  • ระดับเสียงแบบพื้นที่แยกความถี่ (Sound Pressure Level and Octave band Analyzer) เพื่อประเมินลักษณะของเสียงใช้เป็นข้อมูลในการจัดการควบคุม ป้องกันผลกระทบจากเสียง เครื่องมือวิเคราะห์ความถี่เสียง


  • แผนผังแสดงระดับเสียง (Noise Contour Map) โดยใช้ Software ที่ออกแบบมาสำหรับใช้ในงานด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ทราบการกระจายตัวของเสียงในรูปแบบของแผนที่เสียงในแต่ละพื้นที่มีเสียงอยู่ระดับใดในภาพรวม เพื่อใช้ในการจัดการควบคุม ป้องกันผลกระทบจากเสียงและจัดทำมาตรการอนุรักษ์การได้ยิน
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
เปรียบเทียบสินค้า
0/4
ลบทั้งหมด
เปรียบเทียบ
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy