ตรวจสภาพแวดล้อมประจำปี

การตรวจวัดสภาพแวดล้อมในการทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมมีความสำคัญอย่างไร

เนื่องจาก พรบ.ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 ได้กำหนดไว้ใน หมวด 1 มาตรา 6 ให้นายจ้างมีหน้าที่จัดและดูแลสถานประกอบการและลูกจ้างให้มีสภาพการทำงานและสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ปลอดภัยและถูกสุขลักษณะ รวมทั้งส่งเสริมสนับสนุนการปฏิบัติงานของลูกจ้างมิให้ลูกจ้างได้รับอันตรายต่อชีวิต จิตใจ และสุขภาพอนามัย
ซึ่งสภาพแวดล้อมในการทำงานในที่นี้หมายถึง ความร้อน แสงสว่าง เสียง และสารเคมีอันตราย ในพื้นที่การปฏิบัติงาน

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมในการทำงาน

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสภาพแวดล้อมในการทำงาน จำนวน 5 ฉบับ ได้แก่
1. กฎกระทรวง กำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับความร้อน แสงสว่าง และเสียง พ.ศ. 2559
2. ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการตรวจวัด และการวิเคราะห์สภาวะการทำงานเกี่ยวกับระดับความร้อน แสงสว่าง หรือเสียง รวมทั้งระยะเวลาและประเภทกิจการที่ต้องดำเนินการ
3. ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง มาตรฐานความเข้มแสงสว่าง
4. ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง มาตรฐานระดับเสียงที่ยอมให้ลูกจ้างได้รับเฉลี่ยตลอดระยะเวลาการทำงานในแต่ละวัน
5. ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง กำหนดแบบรายงานผลการตรวจวัดและวิเคราะห์สภาวะการทำงานเกี่ยวกับความร้อน แสงสว่าง และเสียงภายในสถานประกอบกิจการ
ซึ่ง “หมวด 1 ความร้อน" ของกฎกระทรวง กำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับความร้อน แสงสว่าง และเสียง พ.ศ. 2559 เป็นหนึ่งในข้อกำหนดสำคัญที่สถานประกอบกิจการต้องดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด

มาตรฐานระดับความร้อนในการทำงาน

ข้อ 2 ได้กำหนดให้นายจ้างควบคุมและรักษาระดับความร้อนภายในสถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้างทำงานอยู่ไม่ให้เกินมาตรฐาน โดยแบ่งตามลักษณะงานเป็น งานเบา งานปานกลาง และงานหนัก ซึ่งแต่ละประเภทมีค่าระดับความร้อนที่แตกต่างกันออกไป
งานเบา ระดับความร้อนไม่เกินค่าเฉลี่ยอุณหภูมิเวตบัลบ์โกลบ 34 องศาเซลเซียส
งานปานกลาง ระดับความร้อนไม่เกินค่าเฉลี่ยอุณหภูมิเวตบัลบ์โกลบ 32 องศาเซลเซียส
งานหนัก ระดับความร้อนไม่เกินค่าเฉลี่ยอุณหภูมิเวตบัลบ์โกลบ 30 องศาเซลเซียส
เครดิตภาพ: safesiri.com

อุณหภูมิเวตบัลบ์โกลบ (WBGT)

อุณหภูมิเวตบัลบ์โกลบ (Wet Bulb Globe Temperature : WBGT) เป็นดัชนีวัดระดับความร้อน ซึ่งมีหน่วยวัดเป็นองศาเซลเซียส หรือองศาฟาเรนไฮท์ โดยนำปัจจัยที่มีผลกระทบต่อความร้อนสะสมในร่างกายมาพิจารณา ได้แก่ ความร้อนที่เกิดขึ้นภายในร่างกายขณะทำงาน และความร้อนจากสิ่งแวดล้อมการทำงาน

ความร้อนจากสิ่งแวดล้อมจะถูกถ่ายเทมายังร่างกายได้ 3 วิธี คือ
1. การนำความร้อน
การถ่ายเทความร้อนผ่านการสัมผัสโดยตรงระหว่างวัตถุหรือพื้นผิว
2. การพาความร้อน
การเคลื่อนที่ของอากาศหรือของเหลวที่พาความร้อนมายังร่างกาย
3. การแผ่รังสีความร้อน
การส่งผ่านพลังงานความร้อนในรูปแบบรังสีจากแหล่งกำเนิดความร้อน

ประเภทลักษณะงาน

“งานเบา" หมายความว่า ลักษณะงานที่ใช้แรงน้อย หรือใช้กำลังงานที่ทำให้เกิดการเผาผลาญอาหารในร่างกายไม่เกิน 200 กิโลแคลอรีต่อชั่วโมง เช่น งานเขียนหนังสือ งานพิมพ์ดีด เป็นต้น
“งานปานกลาง" หมายความว่า ลักษณะงานที่ใช้แรงปานกลาง หรือใช้กำลังงานที่ทำให้เกิดการเผาผลาญอาหารในร่างกายเกิน 200 กิโลแคลอรีต่อชั่วโมง ถึง 350 กิโลแคลอรีต่อชั่วโมง เช่น งานยก ลาก ดัน หรือเคลื่อนย้ายสิ่งของด้วยแรงปานกลาง เป็นต้น
“งานหนัก" หมายความว่า ลักษณะงานที่ใช้แรงมาก หรือใช้กำลังงานที่ทำให้เกิดการเผาผลาญอาหารในร่างกายเกิน 350 กิโลแคลอรีต่อชั่วโมง เช่น งานเลื่อยไม้ งานเจาะไม้เนื้อแข็ง งานเคลื่อนย้ายของหนักขึ้นที่สูงหรือที่ลาดชัน เป็นต้น

แนวทางการควบคุมสภาพแวดล้อมในการทำงาน

“แนวทางการตรวจวัดและประเมินสภาพแวดล้อมในการทำงานและการดำเนินการ ตามพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554" ได้กำหนดแนวทางและยกตัวอย่างการคำนวณไว้เพื่อใช้ศึกษาและอ้างอิงในการดำเนินงานด้านความปลอดภัยในสถานประกอบกิจการ

หมวด 1 ความร้อน

ข้อ 3 กำหนดว่า ในกรณีที่ภายในสถานประกอบกิจการมีแหล่งความร้อนที่อาจเป็นอันตราย นายจ้างต้องติดป้ายหรือประกาศเตือนอันตรายในบริเวณดังกล่าว โดยให้ลูกจ้างสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน
กรณีระดับความร้อนเกินมาตรฐาน
นายจ้างต้องดำเนินการปรับปรุงหรือแก้ไขสภาวะการทำงานทางด้านวิศวกรรม
หากไม่สามารถแก้ไขได้
ต้องจัดให้มีมาตรการควบคุมหรือลดภาระงาน และให้ลูกจ้างสวมใส่ PPE ตลอดเวลาที่ทำงาน

หมวด 2 แสงสว่าง

ข้อ 4 นายจ้างต้องจัดให้สถานประกอบกิจการมีความเข้มของแสงสว่างไม่ต่ำกว่ามาตรฐานกำหนด ซึ่งสามารถอ้างอิงได้จาก “ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่องมาตรฐานความเข้มแสงสว่าง"
ข้อ 5 นายจ้างต้องจัดให้มีฉาก แผ่นฟิล์มกรองแสง หรือมาตรการอื่นที่เหมาะสม เพื่อป้องกันแสงจ้าหรือแสงสะท้อนเข้าสู่นัยน์ตาลูกจ้างโดยตรง หากไม่สามารถป้องกันได้ ต้องจัดให้ลูกจ้างสวม PPE
ข้อ 6 ในกรณีที่ลูกจ้างต้องทำงานในสถานที่มืด ทึบ และคับแคบ เช่น ถ้ำ หรืออุโมงค์ ต้องจัดให้มีอุปกรณ์ส่องสว่างที่เหมาะสม หรือให้ลูกจ้างสวม PPE ตลอดเวลาที่ปฏิบัติงาน
วิธีการตรวจวัดแสงสว่างในแต่ละลักษณะงานและพื้นที่การทำงานมีความแตกต่างกัน โดยสามารถศึกษาแนวทางและวิธีการตรวจวัดอย่างละเอียดได้จาก “แนวทางการตรวจวัดและประเมินสภาพแวดล้อมในการทำงานและการดำเนินการ ตามพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554"

จากประสบการณ์การดำเนินงานที่ผ่านมา พบว่าค่าความเข้มแสงสว่างมักไม่ผ่านตามมาตรฐานที่กำหนด ซึ่งจุดที่ไม่ผ่านมาตรฐานจำเป็นต้องดำเนินการแก้ไข เช่น เปลี่ยนหลอดไฟ เพิ่มโคมไฟ หรือปรับเปลี่ยนพื้นที่การทำงาน

หมวด 3 เสียง

ข้อ 7 นายจ้างต้องควบคุมระดับเสียงมิให้ลูกจ้างสัมผัสเสียงกระทบหรือเสียงกระแทกเกิน 140 เดซิเบลเอ หรือสัมผัสเสียงดังต่อเนื่องแบบคงที่เกิน 115 เดซิเบลเอ
ข้อ 8 นายจ้างต้องควบคุมระดับเสียงเฉลี่ยตลอดเวลาการทำงานในแต่ละวัน (Time Weighted Average : TWA) ไม่ให้เกินมาตรฐานที่กำหนด
มาตรฐานกำหนด สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จาก “ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง มาตรฐานระดับเสียงที่ยอมให้ลูกจ้างได้รับเฉลี่ยตลอดระยะเวลาการทำงานในแต่ละวัน"
ข้อ 9 หากระดับเสียงเกินมาตรฐาน นายจ้างต้องให้ลูกจ้างหยุดทำงานจนกว่าจะมีการปรับปรุงแก้ไข โดยต้องดำเนินการควบคุมทางวิศวกรรมที่ต้นกำเนิดเสียงหรือทางผ่านของเสียง พร้อมจัดทำเอกสารและประกาศให้ตรวจสอบได้
ในกรณีที่ไม่สามารถดำเนินการแก้ไขได้ นายจ้างต้องให้ลูกจ้างสวมใส่ PPE ตลอดเวลาที่ทำงาน
ข้อ 10 ในบริเวณที่มีระดับเสียงเกินมาตรฐาน นายจ้างต้องจัดให้มีเครื่องหมายเตือนให้ใช้อุปกรณ์ความปลอดภัยส่วนบุคคลอย่างชัดเจน
ข้อ 11 หากลูกจ้างได้รับเสียงเฉลี่ยตลอดระยะเวลาการทำงาน 8 ชั่วโมง ตั้งแต่ 85 เดซิเบลเอขึ้นไป นายจ้างต้องจัดให้มีมาตรการอนุรักษ์การได้ยินในสถานประกอบกิจการ

การตรวจวัดและวิเคราะห์สภาวะการทำงาน

นอกจากรายละเอียดการตรวจวัดข้างต้นแล้ว “ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการตรวจวัด และการวิเคราะห์สภาวะการทำงานเกี่ยวกับระดับความร้อน แสงสว่าง หรือเสียง รวมทั้งระยะเวลาและประเภทกิจการที่ต้องดำเนินการ" ได้กำหนดให้นายจ้างตรวจวัดและวิเคราะห์สภาวะการทำงานเกี่ยวกับระดับความร้อน แสงสว่าง หรือเสียง ภายในสถานประกอบกิจการในสภาวะที่เป็นจริงของสภาพการทำงาน ดังตารางต่อไปนี้
รายการตรวจวัด ความถี่ในการตรวจวัด
ความร้อน 1 ครั้ง/ปี (ช่วงเวลาที่ลูกจ้างอาจได้รับอันตรายจากความร้อนสูงสุด)
แสงสว่าง 1 ครั้ง/ปี
เสียง 1 ครั้ง/ปี
สารเคมี 2 ครั้ง/ปี
ในกรณีที่มีการปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักร อุปกรณ์ กระบวนการผลิต วิธีการทำงาน หรือดำเนินการใด ๆ ที่อาจส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงระดับความร้อน แสงสว่าง หรือเสียง นายจ้างต้องดำเนินการตรวจวัดและวิเคราะห์สภาวะการทำงานในบริเวณพื้นที่หรือบุคคลที่อาจได้รับผลกระทบ ภายใน 90 วัน นับจากวันที่มีการปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลง
จากข้อกำหนดของกฎหมายเรื่องการตรวจวัดสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับระดับความร้อน แสงสว่าง หรือเสียงในสถานประกอบกิจการนั้น มีข้อกำหนดไว้จำนวนมาก หากต้องการศึกษาเพิ่มเติมอย่างละเอียด สามารถอ้างอิงจากกฎหมายและประกาศที่กล่าวไว้ข้างต้น

ปัจจุบันมีหน่วยงานภายนอกที่ให้บริการตรวจวัดสภาพแวดล้อมในการทำงานจำนวนมาก แต่ก่อนเลือกใช้บริการควรตรวจสอบการขึ้นทะเบียนของหน่วยงาน เครื่องมือที่ใช้ตรวจวัดว่าผ่านการสอบเทียบตามมาตรฐาน รวมถึงรูปแบบรายงานและการลงนามรับรองผลการตรวจวัด

คุณสมบัติผู้ตรวจวัด

สามารถตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ตรวจวัดได้จาก “หมวด 5 คุณสมบัติผู้ตรวจวัดและวิเคราะห์สภาวะการทำงาน" ของประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการตรวจวัด และการวิเคราะห์สภาวะการทำงานเกี่ยวกับระดับความร้อน แสงสว่าง หรือเสียง รวมทั้งระยะเวลาและประเภทกิจการที่ต้องดำเนินการ

การจัดทำรายงานผลการตรวจวัด

หลังจากดำเนินการตรวจวัดและวิเคราะห์สภาวะการทำงานเกี่ยวกับระดับความร้อน แสงสว่าง และเสียงแล้ว นายจ้างต้องจัดทำรายงานผลการตรวจวัดและวิเคราะห์สภาวะการทำงานตามที่กำหนดไว้ใน “ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง กำหนดแบบรายงานผลการตรวจวัดและวิเคราะห์สภาวะการทำงานเกี่ยวกับความร้อน แสงสว่าง และเสียงภายในสถานประกอบกิจการ"

โดยรายงานดังกล่าวต้องส่งให้สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่เสร็จสิ้นการตรวจวัด และต้องเก็บรายงานไว้ ณ สถานประกอบกิจการ เพื่อให้พนักงานตรวจความปลอดภัยสามารถตรวจสอบได้
โดยทั่วไปการตรวจวัดสภาพแวดล้อมในการทำงาน มักอยู่ภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับวิชาชีพ (จป.วิชาชีพ) ซึ่งอาจประสานงานร่วมกับ จป.หัวหน้างาน หรือผู้ที่ผ่านการอบรมตามกฎหมาย เพื่อร่วมกันสรุปรายการและพื้นที่ที่ต้องดำเนินการตรวจวัด

ขั้นตอนการตรวจวัดสภาพแวดล้อมในโรงงาน

การตรวจวัดสภาพแวดล้อมในการทำงาน เป็นกระบวนการสำคัญในการประเมินความเสี่ยงและควบคุมปัจจัยที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของผู้ปฏิบัติงาน โดยทั่วไปมีขั้นตอนดำเนินงานดังนี้
1

สำรวจสภาพแวดล้อมในการทำงาน (Walk Through Survey)

สำรวจพื้นที่ปฏิบัติงานแต่ละจุดที่มีกิจกรรมการทำงานและปัจจัยเสี่ยง เช่น แสง เสียง ความร้อน และสารเคมีอันตราย เพื่อประเมินลักษณะสภาพแวดล้อมในการทำงานเบื้องต้น รวมถึงกำหนดพื้นที่ตรวจวัด พารามิเตอร์ที่เกี่ยวข้อง จำนวนตัวอย่างพื้นที่ (Area Sample) และตัวอย่างที่ตัวบุคคล (Personal Sample)

โดยผลการตรวจวัดจะถูกนำไปเปรียบเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานตามกฎหมาย หรือมาตรฐานขององค์กรที่เกี่ยวข้อง เช่น OSHA, NIOSH และ ACGIH
• สภาพแวดล้อมทางเคมี
• สภาพแวดล้อมทางกายภาพ
• สภาพแวดล้อมทางชีวภาพ
• สภาพแวดล้อมทางการยศาสตร์ (Ergonomics)
2

การตรวจวัดและประเมินสภาพแวดล้อมในการทำงาน (Working Environment)

ดำเนินงานตามหลักวิชาการด้านสุขศาสตร์อุตสาหกรรม โดยเริ่มจากการสำรวจสภาพแวดล้อมในการทำงานเบื้องต้น เพื่อค้นหาปัจจัยที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้ปฏิบัติงาน

จากนั้นจึงดำเนินการตรวจวัด วิเคราะห์ และประเมินผล เปรียบเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานตามกฎหมาย หรือมาตรฐานตามข้อแนะนำของสถาบันและองค์กรที่เป็นที่ยอมรับ พร้อมจัดทำรายงาน ข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะ เพื่อใช้ในการควบคุมและป้องกันอันตรายต่อไป

ความร้อน (Heat Stress)

• ตรวจวัดระดับความร้อน WBGT ด้วยเครื่องมือและอุปกรณ์ที่มีคุณลักษณะตามมาตรฐาน ISO 7243 หรือเทียบเท่า เช่น DIN EN 27243
• ตรวจวัดระดับความร้อน WBGT เฉลี่ยในบริเวณที่ผู้ปฏิบัติงานทำงานแห่งเดียว หรือหลายบริเวณที่มีสภาพแวดล้อมแตกต่างกัน โดยทำการตรวจในช่วงระยะเวลา 2 ชั่วโมงที่ร้อนที่สุด
• ประเมินภาระงานในช่วง 2 ชั่วโมงที่ร้อนที่สุด ว่าเป็นงานเบา งานปานกลาง หรืองานหนัก ตามแนวทาง OSHA Technical Manual หรือมาตรฐานเทียบเท่า เช่น ISO 8996
• ประเมินผลการตรวจวัดโดยเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยระดับความร้อนและลักษณะความหนัก-เบาของงาน กับเกณฑ์มาตรฐานตามกฎหมาย หรือมาตรฐานของสถาบันและองค์กรที่เกี่ยวข้อง

แสงสว่าง (Light)

• ตรวจวัดค่าเฉลี่ยความเข้มของแสงสว่างบริเวณพื้นที่ทั่วไปและบริเวณการผลิตภายในสถานประกอบกิจการ ทุก ๆ 2 × 2 ตารางเมตร
• ตรวจวัดความเข้มของแสงสว่างบริเวณที่ผู้ปฏิบัติงานต้องทำงานโดยใช้สายตามองเฉพาะจุด หรือใช้สายตาอยู่กับที่ในการทำงาน
• ใช้เครื่องวัดแสง (Light Meter) ที่มีคุณลักษณะสอดคล้องกับมาตรฐาน CIE 1931 (International Commission on Illumination) หรือ ISO/CIE 10527 หรือเทียบเท่า เช่น JIS
• เปรียบเทียบผลการตรวจวัดกับเกณฑ์มาตรฐานตามกฎหมาย หรือมาตรฐานของสถาบันและองค์กรที่เกี่ยวข้อง

เสียง (Noise)

• ตรวจวัดเพื่อประเมินระดับเสียงที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบการได้ยินของผู้ปฏิบัติงาน และเพื่อให้ทราบประเภทและลักษณะของเสียง สำหรับใช้ในการควบคุมและป้องกันเสียง
• เครื่องตรวจวัดระดับเสียงต้องมีคุณลักษณะสอดคล้องกับมาตรฐาน IEC 651 Type 2 หรือเทียบเท่า เช่น ANSI S1.4, BS EN 60651, AS/NZS 1259.1 หรือมาตรฐานที่สูงกว่า เช่น IEC 60804, IEC 61672, BS EN 60804 และ AS/NZS 1259.2
• ระดับเสียงแบบพื้นที่ (Leq 5 นาที) ใช้ตรวจวัดเสียงดังต่อเนื่องแบบคงที่ (Steady-state Noise) ซึ่งระดับเสียงเปลี่ยนแปลงไม่เกิน 3 dB(A)
• ระดับเสียงเฉลี่ยตลอดระยะเวลาการทำงาน (TWA : Time Weighted Average) ใช้ตรวจวัดเสียงดังต่อเนื่องแบบไม่คงที่ (Non-steady State Noise) ซึ่งระดับเสียงเปลี่ยนแปลงเกินกว่า 10 dB(A) และเสียงดังเป็นช่วง ๆ (Intermittent Noise)
• ปริมาณเสียงสะสมที่ตัวบุคคล (Noise Dose) ใช้ประเมินระดับเสียงเฉลี่ยตลอดระยะเวลาการทำงาน โดยใช้เครื่องวัดปริมาณเสียงสะสม (Noise Dosimeter) ที่มีคุณลักษณะสอดคล้องกับมาตรฐาน IEC 61252 หรือเทียบเท่า เช่น ANSI S1.25 หรือดีกว่า
• เสียงกระทบหรือเสียงกระแทก (Impulse or Impact Noise) ใช้ประเมินการสัมผัสเสียงที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้น ๆ ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อระบบการได้ยิน โดยใช้เครื่องวัดที่มีคุณลักษณะตามมาตรฐาน IEC 61672 หรือ IEC 60804 หรือเทียบเท่า เช่น ANSI S1.43 หรือดีกว่า
• ระดับเสียงแบบพื้นที่แยกความถี่ (Sound Pressure Level and Octave Band Analyzer) ใช้ประเมินลักษณะของเสียง เพื่อเป็นข้อมูลในการจัดการ ควบคุม และป้องกันผลกระทบจากเสียง
• แผนผังแสดงระดับเสียง (Noise Contour Map) ใช้ Software สำหรับงานด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย เพื่อแสดงการกระจายตัวของเสียงในแต่ละพื้นที่ และใช้เป็นข้อมูลในการจัดทำมาตรการควบคุมเสียงและอนุรักษ์การได้ยิน
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy